ประชาสัมพันธ์ การควบคุมไฟป่า องค์การบริหารส่วนตำบลสีชมพู

ประชาสัมพันธ์ การควบคุมไฟป่า องค์การบริหารส่วนตำบลสีชมพู

ประชาสัมพันธ์ การควบคุมไฟป่า องค์การบริหารส่วนตำบลสีชมพู

การควบคุมไฟป่า (Forest Fire Control) หมายถึงระบบการจัดการและแก้ไขปัญหาไฟป่าอย่างครบวงจร กล่าวคือเริ่มต้นตั้งแต่การป้องกันมิให้เกิดไฟป่า โดยศึกษาถึงสาเหตุของการเกิดไฟป่าในแต่ละท้องที่ แล้ววางแผนป้องกันหรือกำจัดต้นตอของสาเหตุนั้นเสีย หากได้ผลไฟป่าก็จะไม่เกิด แต่ในทางปฏิบัติแล้ว แม้จะมีการป้องกันไฟป่าได้ดีเพียงใด ก็ยังไม่สามารถป้องกันได้ร้อยเปอร์เซนต์ ไฟป่ายังมีโอกาสเกิดขึ้นได้อีก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีมาตรการอื่นๆรองรับตามมา ได้แก่การเตรียมการดับไฟป่า การตรวจหาไฟ การดับไฟป่า และการประเมินผลปฏิบัติงาน อย่างไรก็ตาม ปรากฎว่าไฟก็มีประโยชน์ในการจัดการป่าไม้ ในหลายๆด้าน ดังนั้นจึงต้องมีการใช้ประโยชน์จากไฟควบคู่กันไปด้วย กิจกรรมในระบบการควบคุมไฟป่า มีดังนี้

 1. การป้องไฟป่า (Prevention)

คือความพยายามในทุกวิถีทางที่จะป้องกันไม่ให้เกิดไฟป่าขึ้น ในทางทฤษฎีคือการแยกองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งออกจากสามเหลี่ยมไฟ ในทางปฏิบัติดำเนินการได้ ดังนี้

1.1 แยกความร้อน ความร้อนที่ทำให้เกิดไฟป่ามาจาก 2 แหล่ง คือจากธรรมชาติ และจากมนุษย์ แหล่งความร้อนที่มาจากธรรมชาติ เช่น จากฟ้าผ่า สามารถป้องกันได้ยาก แต่แหล่งความร้อนที่มาจากมนุษย์สามารถป้องกันได้ คือป้องกันมิให้คนจุดไฟเผาป่า โดยการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่องไฟป่า เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบและอันตรายที่เกิดจากไฟป่า เพื่อให้เลิกจุดไฟเผาป่า หรือใช้มาตรการทางกฎหมายบังคับมิให้ประชาชนจุดไฟเผาป่า เป็นต้น

1.2 แยกเชื้อเพลิง เชื้อเพลิงที่ทำให้เกิดไฟป่า ได้แก่ ใบไม้ กิ่งก้านไม้แห้งที่หล่นทับถมอยู่บนพื้นป่า หญ้า ไม้พุ่ม ท่อนไม้ ตอไม้ รวมไปถึงต้นไม้ที่มีอยู่ในป่า การแยกเชื้อเพลิงในป่าออกจากสามเหลี่ยมไฟ สามารถทำได้ในระดับหนึ่ง โดยการชิงเผาเพื่อกำจัดหรือลดปริมาณเชื้อเพลิง และทำแนวกันไฟ เพื่อตัดช่วงความต่อเนื่องของเชื้อเพลิง

1.3 แยกอากาศ คือแยกออกซิเจนออกจากสามเหลี่ยมไฟ แต่โดยทางปฏิบัติแล้วเป็นไปได้ยากมาก เพราะออกซิเจนเป็นองค์ประกอบหลักของอากาศที่ฟุ้งกระจายอยู่ทั่วไป จึงไม่สามารถที่จะควบคุมหรือกำจัดออกไปจากบริเวณใดบริเวณหนึ่งตามที่ต้องการได้

2. การเตรียมการดับไฟป่า (Pre-suppression)

แม้จะมีมาตรการป้องกันไฟป่าที่ดีเพียงใด แต่ไฟป่าก็ยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้ ดังนั้นจึงต้องมีการเตรียมความพร้อมสำหรับดับไฟที่เกิดขึ้นให้ดับลงอย่างรวดเร็ว เพื่อลดความสูญเสียของป่าไม้และสิ่งแวดล้อมให้มีน้อยที่สุด การเตรียมการดับไฟป่า จะต้องเสร็จสมบูรณ์ก่อนที่จะถึงฤดูไฟป่า โดยมีขั้นตอน ดังนี้

2.1 เตรียมพนักงานดับไฟป่า โดยการเกณฑ์กำลังพลเพื่อการดับไฟป่า จัดฝึกอบรมให้มีความรู้และทักษะในการดับไฟป่า เพื่อให้มีความพร้อมและมีขีดความสามารถที่จะปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย (ภาพที่ 1.8)

2.2 จัดองค์กรดับไฟป่า โดยการจัดหมวดหมู่ของพนักงานดับไฟป่า แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบในการปฏิบัติงาน และจัดสายการบังคับบัญชา เพื่อประสิทธิภาพและป้องกันความสับสนในระหว่างปฏิบัติงาน

2.3 เตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์ดับไฟป่า โดยการจัดหา หรือซ่อมแซมเครื่องมือและอุปกรณ์ดับไฟป่าทุกชนิด รวมไปถึงเครื่องมืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น อุปกรณ์การสื่อสาร ยานพาหนะ อุปกรณ์การยังชีพในป่า อุปกรณ์การปฐมพยาบาล ให้เพียงพอและอยู่ในสภาพที่พร้อมจะใช้งานได้ทันที

 

 2.4 เตรียมแผนการควบคุมไฟป่า ซึ่งประกอบด้วยแผนดับไฟป่า แผนส่งกำลังบำรุง แผนรักษาความปลอดภัยในขณะปฏิบัติงาน เป็นต้น

 

 1. การตรวจหาไฟ (Detection)

 

เมื่อถึงฤดูไฟป่า จะต้องจัดระบบการตรวจหาไฟ เพื่อให้ทราบว่ามีไฟไหม้ป่าขึ้นที่ใดการตรวจหาไฟมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะยิ่งตรวจพบไฟเร็วเท่าใดโอกาสที่จะควบคุมไฟนั้นไว้ได้ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น

 

 2. การดับไฟป่า (Suppression)

 

การดับไฟป่าเป็นขั้นตอนของงานควบคุมไฟป่าที่หนักที่สุด และเสี่ยงอันตรายที่สุด การดับไฟป่าอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย ถือว่าเป็นศิลปะชั้นสูงมากกว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ เนื่องจากไม่สามารถจะเขียนหรือกำหนดเทคนิควิธีการดับไฟป่าที่แน่นอนตายตัวได้ หากแต่ทุกอย่างจะต้องพลิกแพลงไปตามสถานการณ์และพฤติกรรมของไฟที่สามารถผันแปรและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

3. การใช้ประโยชน์จากไฟ (Use of Fire)

ได้แก่การใช้ไฟเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ ในการจัดการป่าไม้ ได้แก่ การกำจัดชนิดพรรณไม้ที่ไม่ต้องการ การส่งเสริมการงอกของเมล็ดไม้บางชนิด การลดปริมาณโรคและแมลง และการจัดการสัตว์ป่า เป็นต้น แต่การใช้ไฟดังกล่าวจะต้องอยู่ภายใต้แผนการควบคุมที่ถูกต้องและรัดกุมตามหลักวิชาการ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อป่าไม้และสิ่งแวดล้อมมากเกินขอบเขตที่ยอมรับได้

4. การประเมินผลการปฏิบัติงาน (Evaluation)

โดยการประเมินผลการปฏิบัติงานในทุกๆ ขั้นตอน รวมถึงการประเมินความเสียหายที่เกิดจากไฟไหม้ป่าด้วย ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงแผนงานควบคุมไฟป่าให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัยยิ่งๆ ขึ้น

 

 

การประชาสัมพันธ์ป้องกันไฟป่า

โดยที่ในปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่า ไฟป่าที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ล้วนมีสาเหตุมาจากประชาชนเป็นผู้จุดทั้งสิ้น ดังนั้นแนวทางการแก้ไขปัญหาไฟป่าที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือการแก้ไขที่ต้นเหตุตามหลักธรรมของพุทธศาสนา ในที่นี้ก็คือการดำเนินการในทุกวิถีทางที่จะป้องกันไม่ให้ประชาชนจุดไฟเผาป่าอีกต่อไป ทางตะวันตกก็มีปรัชญาในการแก้ไขปัญหาไฟป่าในทำนองเดียวกันนี้ คือให้ความสำคัญกับการป้องกันไฟป่ามากกว่าการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุโดยการดับไฟป่า โดยมีคำกล่าวว่า There is no honor to fight the fire which can be prevented.

สำหรับประเทศไทยการป้องกันไม่ให้ประชาชนจุดไฟเผาป่าทำได้โดยอาศัยการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนเข้าใจและตระหนักถึงผลกระทบและอันตรายอันเกิดจากไฟป่า เกิดทัศนคติที่ถูกต้องต่อปัญหาไฟป่า อันจะเป็นผลนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน โดยเลิกการจุดไฟเผาป่า และหันมาร่วมมือกันป้องกันไฟป่า การประชาสัมพันธ์ป้องกันไฟป่า สามารถดำเนินการในรูปแบบต่างๆ ได้ ดังนี้

ประชาสัมพันธ์เคลื่อนที่

โดยจัดหน่วยประชาสัมพันธ์เคลื่อนที่ออกไปพบปะพูดคุยกับประชาชนโดยตรง เพื่อชี้แจงให้ทราบถึงผลเสียของไฟป่า ประโยชน์ของป่าไม้ และขอความร่วมมือให้ประชาชนเลิกจุดไฟเผาป่าและหันมาร่วมกันป้องกันไฟป่า การประชาสัมพันธ์เคลื่อนที่อาจทำในรูปการจัดรถติดเครื่องกระจายเสียงวิ่งกระจายเสียงไปตามหมู่บ้าน จัดภาพยนต์หรือดนตรีไปแสดงเพื่อดึงประชาชนให้มาชุมนุมกัน แล้วสอดแทรกการประชาสัมพันธ์ป้องกันไฟป่าในระหว่างช่วงพักการแสดง หรือโดยการเข้าร่วมการประชุมของหมู่บ้าน องค์การบริหารส่วนตำบล อำเภอ หรือการประชุมกลุ่มกิจกรรมต่างๆ ตลอดจนใช้วิธีส่งเจ้าหน้าไปประชาสัมพันธ์ในลักษณะเคาะประตูบ้านเพื่อพบปะกับประชาชนโดยตรง (ภาพที่ 3.3)

ภาพที่ 3.3 ส่งเจ้าหน้าที่ออกไปพบปะประชาชนถึงบ้านโดยตรง

ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อมวลชน

โดยอาศัยสื่อมวลชนทุกประเภททั้งในส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น เช่น จัดทำคำขวัญหรือบทความหรือประกาศขอความร่วมมือในการป้องกันไฟป่าเพื่อลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารต่างๆ จัดทำสปอตคำขวัญกระจายเสียงทางวิทยุ จัดรายการประชาสัมพันธ์ทางวิทยุ จัดทำสปอตและสารคดีเผยแพร่ทางโทรทัศน์ จัดทำสปอตเผยแพร่ตามโรงภาพยนต์ เป็นต้น

ป้ายประชาสัมพันธ์

จัดทำเป็นป้ายไม้อัด หรือป้ายสังกะสี ขนาดต่างๆ โดยมีภาพประกอบคำขวัญที่สะดุดตา ดึงดูดความสนใจและเห็นได้อย่างชัดเจน โดยติดตั้งป้ายประชาสัมพันธ์ตามสถานที่สาธารณะที่ประชาชนผ่านไปมาเป็นจำนวนมาก และติดตั้งในจุดที่มองเห็นได้ง่าย เช่น ตามแนวสองข้างถนน ตามสถานที่ราชการ วัด ตลาด สี่แยกกลางหมู่บ้าน ศาลาท่ารถ ตลอดจนตามเส้นทางเดินเข้าป่า โดยคำขวัญที่เขียนต้องสั้น กระชับ จดจำง่าย และสื่อความหมายชัดเจน เช่น “โปรดช่วยป้องกันไฟป่า” “ป่าไม้เป็นศรี อัคคีเป็นภัย ร่วมแรงร่วมใจ ป้องกันไฟป่า” “เผาป่าจงยั้งคิด ผิดกฎหมาย ทำลายชาติ” หรือ “ปลอดไฟป่า พงพนางดงาม” (ภาพที่ 3.4)

ภาพที่ 3.4 ป้ายประชาสัมพันธ์ป้องกันไฟป่า

สิ่งตีพิมพ์

ได้แก่โปสเตอร์ แผ่นปลิว แผ่นพับ รูปลอก ปฏิทิน เขียนคำขวัญหรือบทความสั้นๆ เพื่อประชาสัมพันธ์ป้องกันไฟป่า แล้วแจกจ่ายไปสู่ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย นอกจากนั้นอาจจะพิมพ์คำขวัญลงบนแก้วน้ำ ขันน้ำ สมุดนักเรียน ปากกา ไม้บรรทัด แล้วแจกจ่ายไปยังกลุ่มเป้าหมาย ก็จะได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

เอกสารเผยแพร่

โดยจัดพิมพ์เป็นเอกสารให้ความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับไฟป่า เช่น ความรู้เรื่องไฟป่า ผลกระทบและอันตรายจากไฟป่า แนวทางการแก้ไขปัญหาไฟป่า วิธีการป้องกันไฟป่า วิธีการดับไฟป่า เป็นต้น โดยอาจจัดพิมพ์เป็นเรื่องๆ ไป หรือจัดทำเป็นจุลสารออกตามช่วงเวลาที่กำหนดแน่นอน เช่นรายสัปดาห์ หรือรายเดือน ทั้งนี้เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ป้องกันไฟป่าอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยรูปแบบของเอกสารเผยแพร่ อาจเป็นเอกสารทางวิชาการ หนังสือประกอบภาพ หรือหนังสือการ์ตูน ตามความเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย

นิทรรศการ

โดยจัดเป็นนิทรรศการเคลื่อนที่ ที่สามารถถอดประกอบและเคลื่อนย้ายไปติดตั้งตามสถานที่ต่างๆ ได้ง่าย โดยนำไปจัดตามสถาบันการศึกษา โรงเรียน สถานที่ราชการ สถานที่สาธารณะ วัด และจัดนิทรรศการในงานประเพณีต่างๆของชุมชน โดยนิทรรศการต้องเน้นให้มีรูปภาพ ของตัวอย่าง หรือแบบจำลอง เพื่อช่วยดึงดูดความสนใจของผู้ชม

ให้การศึกษา

เป็นการประชาสัมพันธ์เพื่อมุ่งเน้นให้เกิดความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและต่อเนื่องและ เป็นการวางพื้นฐานที่ดี เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาไฟป่าได้อย่างสิ้นเชิงในระยะยาว จึงมุ่งเป้าหมายไปที่เยาวชน โดยการจัดทำโปรแกรมการให้ความรู้เรื่องปัญหาไฟป่า แล้วจัดเจ้าหน้าที่ออกไปให้ความรู้ดังกล่าวแก่เยาวชนตามโรงเรียนต่างๆ ซึ่งนอกจากจะให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องปัญหาไฟป่าแล้ว ยังสามารถสอดแทรกการปลูกฝังความรักหวงแหนทรัพยากรป่าไม้ของชาติ และความรู้สึกร่วมรับผิดชอบต่อการปกป้องทรัพยากรป่าไม้ การให้การศึกษาดำเนินการโดยใช้รูปแบบและเทคนิควิธีการได้ต่างๆ นานา เช่น การฉายสไลด์ ภาพยนตร์ วีดีทัศน์ การบรรยาย การถามตอบปัญหา การร้องเพลง การเล่านิทาน การเล่นละคร การแสดงหุ่นกระบอก ตามความเหมาะสมกับวัยและความสนใจของเยาวชนกลุ่มเป้าหมาย (ภาพที่ 3.5)

 

ภาพที่ 3.5 จัดโปรแกรมให้การศึกษาตามโรงเรียนต่างๆ

การฝึกอบรม

สำหรับเยาวชน จะจัดการฝึกอบรมหลักสูตรเยาวชนอาสาสู้ไฟป่า เพื่อให้เยาวชนเกิดความตื่นตัวและตระหนักถึงหน้าที่ความรับผิดชอบในการป้องกันไฟป่าเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ให้เยาวชนเป็นกำลังสำคัญในการช่วยประชาสัมพันธ์ป้องกันไฟป่า และแจ้งข่าวไฟไหม้ป่า โดยมิได้มีวัตถุประสงค์ให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการดับไฟป่า เพราะเป็นภารกิจที่หนักและเสี่ยงอันตรายเกินไปสำหรับเยาวชน (ภาพที่ 3.6)

ภาพที่ 3.6 อบรมเยาวชนอาสาสู้ไฟป่า

สำหรับประชาชนโดยทั่วไป จะจัดการฝึกอบรมหลักสูตรอาสาสมัครป้องกันไฟป่าประจำหมู่บ้าน โดยมุ่งเป้าหมายไปที่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีปัญหาไฟป่าเป็นหลัก โดยมีวัตถุประสงค์ให้อาสาสมัครทำหน้าที่ป้องกันไฟป่าและดับไฟป่าที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นของตนเอง ทั้งนี้โดยมีหน่วยงานรับผิดชอบให้การสนับสนุนในเรื่องวิชาการ และเครื่องมืออุปกรณ์ในการดับไฟป่า

คุณสมบัติของเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ป้องกันไฟป่า

งานประชาสัมพันธ์ป้องกันไฟป่า ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุและจะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างสิ้นเชิงนั้น จะประสบผลสำเร็จก็ต่อเมื่อประชาชนเกิดทัศนคติที่ถูกต้องต่อปัญหาไฟป่า มีวินัยและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ซึ่งความพยายามในการเปลี่ยนทัศนคติ สร้างวินัยและความรับผิดชอบให้แก่ประชาชนนั้น เป็นกระบวนการที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องและใช้ระยะเวลายาวนานนับชั่วอายุคน ดังนั้นตัวจักรสำคัญที่จะผลักดันงานไปสู่ความสำเร็จ คือผู้ที่รับผิดชอบงานประชาสัมพันธ์และเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ นั่นเอง ซึ่งจะต้องเป็นผู้ที่มีความมุมานะ อดทน และมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะแก้ไขปัญหาไฟป่าเพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชน

สำหรับงานประชาสัมพันธ์ป้องกันไฟป่า ผู้รับผิดชอบงานและเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ จะต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้

มีใจรักและชอบงานประชาสัมพันธ์

ต้องมีใจรักและชอบงานด้านนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทำให้สามารถปฏิบัติงานด้วยความเต็มใจและมีความสุขกับการทำงาน เป็นการ Put the right man on the right job.

มีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะทำงานด้านนี้

ความตั้งใจที่แน่วแน่เท่านั้นที่จะเป็นพลังขับดันให้สามารถเผชิญอุปสรรคขวากหนามในการปฏิบัติงานบนเส้นทางอันยาวไกลได้อย่างมานะแน่วแน่อดทนและไม่ย่อท้อ เพราะงานประชาสัมพันธ์ป้องกันไฟป่าเป็นงานปิดทองหลังพระที่กว่าจะเห็นความสำเร็จของงานอย่างเป็นรูปธรรมจริงๆ จะต้องใช้เวลาข้ามชั่วอายุคน

มีความรู้และเข้าใจปัญหาไฟป่าอย่างแท้จริง

หากผู้ทำการประชาสัมพันธ์ไม่มีความรู้และไม่เข้าใจปัญหาไฟป่าอย่างลึกซึ้งถ่องแท้แล้ว ก็จะไม่สามารถโน้มนำประชาชนไปในทิศทางการแก้ปัญหาที่ถูกต้องได้ ซ้ำร้ายหากเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ป้องกันไฟป่าไม่รู้จริงและให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องต่อประชาชน จะทำให้ประชาชนเกิดความไขว้เขว สับสน เป็นการเพิ่มปัญหาแทนที่จะแก้ปัญหา

มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

การประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพจะต้องมีการพัฒนารูปแบบและเทคนิคการประชาสัมพันธ์ให้ทันสมัย ทันเหตุการณ์ น่าสนใจและเหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา

มีจริยธรรม

คุณสมบัติข้อนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการปฏิบัติงานประชาสัมพันธ์จะต้องเป็นไปอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์จะต้องมี หิริโอตัปปะ มีความซื่อสัตย์และรับผิดชอบต่อหน้าที่ ไม่ละเลยบิดเบือนเพื่อหวังผลประโยชน์อันมิควรได้

มีมนุษยสัมพันธ์

งานประชาสัมพันธ์ต้องติดต่อและสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับประชาชนอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์จะต้องมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี รู้หลักจิตวิทยาสังคม จึงจะสามารถประสานงานและสานสัมพันธ์เชิงมิตรภาพกับประชาชน เพื่อความราบรื่นและประสิทธิภาพของงานประชาสัมพันธ์ป้องกันไฟป่า

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.dnp.go.th/forestfire/FIRESCIENCE/lesson%203/lesson3_2.htm

ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.dnp.go.th/forestfire/FIRESCIENCE/lesson%203/lesson3_3.htm

 

 

 


ไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม
ข่าวประชาสัมพันธ์,

loading